เปิดตำนานก่อนชมในโรง จอมโจรหนังเหนียว “อะแวสะดอ ตาและ” โจรที่โหดที่สุดที่ขุนพันธ์ปราบ!

tnews_1467008582_9802.jpg

 

         

วันที่  8  มิถุนายน ปีพ.ศ. 2481 ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็น “นายร้อยตำรวจเอก” และในปีเดียวกันนั้นเอง ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ทำงานใหญ่ครั้งสำคัญคือต้องเผชิญหน้ากับจอมโจรชาวมุสลิมนามว่า “อะแวสะดอ ตาและ”

 

 (รับบทโดย น้อย กฤษฎา สุโกศล ในภาพยนต์เรื่อง ขุนพันธ์)

 

จอมโจรอะแวสะดอ  ตาและ   เป็นหัวหน้าโจรที่ยิ่งใหญ่มาก   นอกจากจะเป็นผู้ร้ายปล้นฆ่าแล้ว ยังเป็นโจรที่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองเรื่องแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้อีกด้วย  ซึ่งมีนายทุนอิทธิพลหนุนหลังอยู่ลับๆ ตามบันทึกของทางราชการกล่าวไว้ว่า

ประวัติของอะแวสะดอ  ตาและนั้น เขาเป็นลูกชายของ “โต๊ะยี” ชาวอิสลามที่มีผู้คนนับหน้าถือตากันอย่างกว้างขวาง    บ้านเดิมของอยู่ที่หมู่บ้านโล๊ะบากู ตำบลจำปะกอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส วิธิปล้นฆ่าก็โหดเหี้ยมมาก คือจะจับเจ้าทรัพย์ มัดกับเสาบ้าน แล้วใช้กริชประจำตัวของตน แทงที่คอหอยแล้วหมุนวนรอบ ลากเอาคอหอยออกมา หรือใช้กริชประจำตัวแทงไปที่ท้องน้อยแล้วหมุน ลากไส้ออกมา ซึ่งโหดเหี้ยมเกินมนุษยธรรมของคนมีศาสนา

แต่จากการที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชเคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังว่าจากการสอบสวนพูดคุยกับอะแวสะดอ ตาและตอนจับได้ใหม่ๆ ทราบว่าจริงๆ แล้ว อะแวสะดอ ตาและ เป็นชาวไทยพุทธ แต่ไปรับจ้างกลุ่มนักการเมืองในช่วงนั้นที่ต้องการแบ่งแยกประเทศ โดยยึดเอาจังหวัดที่มีชาวอิสลามอยู่มาก ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะแสดงตัวว่าตนเป็นคนอิสลาม โดยฝากตัวเป็นลูกบุญธรรมของ “โต๊ะยี” ชาวอิสลาม

อะแวสะดอ ตาและ ขึ้นชื่อในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการอยู่ยงคงกระพัน เคยถูกจับเข้าคุกมาครั้งหนึ่ง ที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี  พร้อมลูกน้องคนสำคัญคือ นายสะมาแอ แต่ขังคุกได้ไม่กี่วัน จอมโจรอะแวสะดอ ตาและ ก็ใช้วิชาทางไสยศาสตร์ปลดโซ่ตรวน สามารถหลบหนีออกมาได้ และได้กลับมาล้างแค้นคนที่เคยเป็นสายให้ตำรวจในการจับตนเข้าคุกในครั้งนั้น จึงทำให้ทั้งชาวไทยพุทธ และชาวไทยอิสลามในแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก)

และจากการที่มีเครื่องรางของขลังที่เป็นข้อห้ามศาสนาอิสลามอยู่ในครอบครอง เช่น ตับคนเป็นเหล็ก   2  ชั้น  เคราคนเป็นทองแดง  1  แผ่น ซ้องหมูป่า  1  อัน   ผ้าประเจียดคนไทย  1  ผืน นอกจากนี้ยังมีกริชประจำตัว ที่เชื่อว่าเคยเป็นกริชของเจ้าเมืองปัตตานี แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า อะแวสะดอ ตาและ ไม่ได้ยึดถือข้อปฏิบัติทางศาสนาอิสลาม แต่ที่ปล้นฆ่าก็ทำไปเพราะต้องการสร้างสถานการณ์มากกว่า

 (ขอบคุณภาพจากสหมงคลฟิล์ม)

 

เมื่ออะแวสะดอ  ตาและ  กับสะมะแอ  หนีกลับไปยังนราธิวาสแล้ว  จึงมีการรวมสมัครพรรคพวกเที่ยวปล้นสะดม ตามหมู่บ้านต่างๆ  ไม่ว่างเว้น  และทุกครั้งที่โจรก๊กอะแวสะดอ  ออกปล้น มันจงใจปล้นแต่คนไทยพุทธเท่านั้น  เมื่อปล้นแล้วจะต้องฆ่าเจ้าของบ้านตายด้วยวิธีการฆ่าซึ่งพิสดารเหี้ยมโหดพิสดารทุกรายไป

สำหรับทรัพย์สมบัติที่มันปล้นเอาไปได้  ก็จะนำเอาไปกำนัลหัวหน้าบ้าง  หัวหน้าที่ว่านั้นหมายถึง   พวกที่บงการหนุนหลังอย่างลับ ๆ  คือ  สนับสนุนทั้งด้านอาวุธปืน  กระสุนปืน  รวมทั้งด้านอื่น ๆ

ดังนั้นทางราชการจึงจำเป็นต้องตั้งกองปราบปรามพิเศษขึ้น โดยมีผู้บังคับการภูธรเขตเป็นหัวหน้า   พร้อมด้วยหม่อมทวีวงศ์   ถวัลศักดิ์  ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสในขณะนั้น และมีหลวงจำรูญ ณ สงขลา ปลัดจังหวัดเป็นผู้ช่วย

กองปราบพิเศษดังกล่าวนี้   ยังได้เกณฑ์เอาตำรวจสงขลา  ยะลา   ปัตตานี   นราธิวาส  เอาเข้าไปในกองกำลังปราบปรามดังกล่าว   จัดตั้งกองอำนวยการขึ้นที่ศาลากลางประจำปะกอ  แบ่งหน่วยปราบปรามออกเป็น 3 หน่วย คือ

หน่วยที่ 1 ร.ต.อ.ขุนพันธรักษ์ราชเดช   เป็นหัวหน้าใช้กำลังตำรวจกองตรวจสงขลาเป็นลูกน้อง ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา

หน่วยที่ 2  ร.ต.อ.ปรี  สุศีลวรณ์  เป็นหัวหน้าใช้ตำรวจกองพิเศษปัตตานี

หน่วยที่ 3  ร.ต.ท. หม่อมราชวงศ์สะอ้าน ลัดดาวัลย์ เป็นหัวหน้า ใช้ตำรวจนราธิวาสและมี  ร.ต.ท.  เขตต์  บุณยพิพัฒน์ เป็นเสมียนอำนวยการ

การทำงานครั้งนั้นให้หน่วยกองปราบเสือตั้งหน่วยเอาเอง  ซึ่งมีการกำหนดจุดต่าง ๆ  เอาไว้  3  จุด   คือ  จุดที่  1   ที่เขาแกและ  จุดที่  2  อยู่ที่บาตุตะโมง    จุดที่  3  อยู่ที่วัด  หัวเขา

ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ทราบฤทธิ์เดช และความเหี้ยมโหดของ อะแวสะดอ มาเป็นอย่างดี เพราะสืบข่าวทราบมาว่าตำรวจเคยยิงกับมันมาแล้วถึง 4 ครั้ง  มีทั้งเคยยิงกันกลางวัน และกลางคืนแต่ไม่สามารถจับตัวได้ อะแวสะดอ   ตาและ จึงเหิมเกริมมากขึ้น เมื่อมันรู้ว่าตำรวจหน่วยไหนก็ปราบปรามมันไม่ได้

ในขณะที่จอมโจรอะแวสะดอ   กำลังลำพอง และผยองในความยิ่งใหญ่ของมันอยู่นั้น หน่วยของขุนพันธรักษ์ราชเดชยังไม่เคยปะทะกับอะแวสะดอฯ  เลย   ดังนั้นโจรใหญ่อย่างอะแวสะดอ จึงประกาศว่ามันไม่เคยกลัวใครแม้แต่ตำรวจสงขลาที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชสังกัดอยู่

คำประกาศของจอมโจรอะแวสะดอเท่ากับเป็นการประกาศท้ารบกับขุนพันธรักษ์ราชเดช โดยชักธงเหลืองขึ้นเหนือยอดเขาบูโด ซึ่งขุนพันธรักษ์ราชเดชก็ยินดีรับคำท้านั้น เมื่อมีการจัดตั้งกองปราบปรามพิเศษ  ขึ้นเพื่อดับรัศมีเจ้าพ่อบูโดในครั้งนั้น

ขุนพันธรักษ์ราชเดชยอมรับว่าอะแวสะดอมีของขลังมากเพราะตำรวจชุดอื่นๆ เคยยิงกับมัน 7- 8 หน ยิงกันซึ่งๆ หน้า  เสร็จแล้วต่างคนต่างถอยทำอะไรกันไม่ได้ ตอนหลังมันกำเริบใหญ่มาก ประกาศว่าตำรวจปัตตานี  ตำรวจยะลา  และนราธิวาสมันไม่กลัวเลย เพราะพบกันมาแล้วหลายครั้ง เห็นทำอะไรมันไม่ได้ แต่ตำรวจสงขลายังไม่เคยลอง

 

 ขุนพันธรักษ์ราชเดชเองคิดอยู่ว่า  คนที่มีอาคม ไสยเวท ยิงไม่เข้า ฟันไม่เข้า อย่าง อะแวสะดอ    มันต้องสู้กันแบบ  ยิงถึงตัวหรือต่อยหรือจับตัวมัดเอาให้ได้

วันหนึ่งชาวบ้าน วิ่งกระหืดกระหอบมาบกว่า พวกอะแวสะดอ ลงมาแล้ว  มาทั้งโขยง เพื่อต้องการตามขนเสบียงที่ตีนเขา ขุนพันธรักษ์ราชเดชดูฤกษ์ยามว่า คืนนั้นวันพุธอยู่ทางทิศใต้  ถูกทางผีหลวง และหลวงเหล็ก   ฉะนั้นต้องไปอยู่ตอนต้นผีหลวงเหล็ก  คือทางทิศเหนือ  ซึ่งอยู่ห่างจากกองเสบียง  มีต้นไม้รำไร ๆ  กลางคืนก็แอบได้ คณะขุนพันธรักษ์ราชเดชถือปืนยืนเตรียมยิง แต่ก่อนหน้านั้นในคณะขุนพันธรักษ์ราชเดชตกลงกันไว้แล้วว่า   ถ้าเกิดยิงกันก็ให้ขุนพันธรักษ์ราชเดชยิงก่อนแล้วจึงค่อยให้คนอื่นยิงตาม ต่อไปก็ให้หยุดยิงทันที  เพราะขุนพันธรักษ์ราชเดชจะเป็นคนวิ่งเข้าไปประชิดตัวมันอีก

เมื่อได้ยินเสียงคนเดิน คณะขุนพันธรักษ์ราชเดช ได้ตะโกนบอกแสดงตนว่าเป็นตำรวจ แต่มันด่ากลับมา ขุนพันธรักษ์ราชเดชก็ยิงปืนไป 2 นัด  ลูกน้องยิงซ้อนไปเป็นนัดที่ 3 จากนั้นขุนพันธรักษ์ราชเดชก็วิ่งเข้าไปหาตัวมันทันที ตอนนั้นไม่ทราบว่าใครมายืนอยู่ตรงหน้าขุนพันธรักษ์ราชเดชอยู่ห่างเพียงเมตรกว่า ขุนพันธรักษ์ราชเดชกระชากปืนยิงตรงแสกหน้าแต่มันกลับเฉย

ขุนพันธรักษ์ราชเดชยิงมันอีกจนหมดกระสุน จนมันก็ล้มลง แล้วพรรคพวกของมันก็หนีกระเจิงขึ้นเขาไป   ขุนพันธรักษ์ราชเดชบอกให้ลูกน้อง 2 คนเฝ้าศพไว้  นอกนั้นตามวิ่งตามพวกที่เหลือไป เมื่อวิ่งตามไปได้สักครู่ ก็เกิดยิงกันที่เกิดเหตุเหตุ ขุนพันธรักษ์ราชเดชจึงวิ่งกลับไปลงอีก เพราะกลัวว่าพรรคพวกโจรจะไปแย่งศพ

ขณะที่วิ่งนำหน้ามานั้นไปสะดุดอะไรก็ไม่รู้จนล้มลงปืนหลุดจากมือ เมื่อหาปืนได้ไม่ทันบรรจุกระสุนปรากฏว่ามี หม่อมสะอ้านตำรวจอีกคนยิงไอ้โจรที่ห่างจากที่เกิดเหตุสัก 10 กว่าเมตร ตำรวจ 2 นายข้างล่างวิ่งหลบกระสุนกับโคนต้นไม้ ยิงจนลูกปืนหมดทุกคน หม่อมสะอ้านถึงกับกระโดดรับ เพราะแกยิงโจรตายแล้ว   แต่มันยังเดินยังยืนได้

พอหม่อมสะอ้านโดดหม่อมสะอ้านเข้าไปยิงด้วยปืนยาว กระสุนก็ไม่ออก  ยิงด้วยปืนสั้นกระสุนก็ไม่ออก  ขุนพันธรักษ์ราชเดชเลยใช้หมัดต่อย  กระชากสนับมือไม่ทัน พวกตำรวจทุกคนเข้าชกวงในกัน ไม่รู้ว่าหมัดใครต่อใครเพราะท้องฟ้ายังไม่สว่าง

ผลที่สุดกว่าจะจับมันได้เกือบ 30 นาทีจึงยอมจำนน และขุนพันธรักษ์ราชเดชใส่กุญแจมือมันทันที มันบอกว่า  “อย่าฆ่าผม” ขุนพันธรักษ์ราชเดชถามว่ามึงเป็นใคร มันตอบว่า  “ผมอะแวสะดอนายอย่างฆ่าผม” ขุนพันธรักษ์ราชเดชเรียกลูกน้อง ๆ ออกมาทั้งหมด ขุนพันธรักษ์ราชเดชบอกมันว่า  ไม่ฆ่าหรอก  แล้วที่ถูกกระสุนล้มฟุบตรงโน้นใครกันล่ะ  มันบอกว่ามันเอง แต่พอเห็นตำรวจเผลอ เลยลุกขึ้นหนี

พอฟ้าสว่างคณะของขุนพันธรักษ์ราชเดช 3- 4 คน พยายามแกะเครื่องรางของอะแวสะดอ มันผูกกับลวดแข็งแกะไม่ออก ขณะที่แกะเครื่องราง  อะแวสะดอ คงรำคาญเลยกระชากลวดจนขาดแล้วมันก็ขว้างเข้าป่าไป   ขุนพันธรักษ์ราชเดชเก็บมาได้จึงถามว่านี่อะไร มันบอกว่า  ซ้องหมูป่า

ตอนที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชล้มลงไป  ได้ไปทับเอากริชที่มันเหน็บอยู่  นึกว่าเป็นปืนจึงได้แย่งแล้วโยนออกไป ขุนพันธรักษ์ราชเดชไปค้นมาได้  ปรากฏว่าฝักกริชแตกหมดได้มาแต่เพียงหัวกริชและใบ  และที่น่าทึ่งประการหนึ่งก็คือ ตอนที่ขุนพันธรักษ์ราชเดชยิงมันเข้าปาก 9 เม็ด มันอมกระสุนไว้ ปากของมันไม่มีรอยแตก ฟันไม่หัก  ส่วนที่ถูกหน้าผากนั่นก็เหมือนถูกเล็บขีด ส่วนที่ยิงตามตัวไม่ถูกเลย เสื้อผ้าอะแวสะดอฯ  สวมใส่ก็ไม่เห็นรอยขาด  แม้แต่น้อย

จากหลักฐานที่ขุนพันธรักษ์ราชเดช  ชี้แจงในภายหลังทั้งหมดนี้นับว่าเป็นเรื่องอัศจรรย์มิใช่น้อย  เรื่องของจอมโจรอะแวสะดอ  เป็นตำนานชีวิตของมหาโจรที่น่ากลัวเพียงไร  การที่อะแวสะดอ  ถูกยิงแล้วล้มลงนั้นใช่ว่าจะถูกอำนาจปืนทำลายให้บาดเจ็บ   แต่มันเป็นว่าหมดทางสู้  จึงแกล้งทำอุบายล้มลง เพื่อให้ขุนพันธรักษ์ราชเดชเชื่อว่ามันถูกยิงตายไปแล้ว

สำหรับเครื่องรางของขลังในตัวอะแวสะดอตาและนั้น  จากบันทึกของขุนพันธรักษ์ราชเดช   ก็มีตับคนเป็นเหล็ก 2 ชั้น  เคราคนเป็นทองแดง 1 แผ่น ซ้องหมูป่า 1 อัน ผ้าประเจียดคนไทย 1 ผืนแขวนอยู่ที่คอใช้ลวดผูกแขวน ต่อมาเมื่อทางการรู้เข้าจึงริบของกลางที่เป็นเครื่องรางของขลังของ อะแวสะดอไว้ทั้งหมด

ทางการตำรวจจับตัวอะแวสะดอ  ได้เรียบร้อยแล้ว   จึงนำตัวไปที่สถานีตำรวจนราธิวาสขังไว้ที่นั่น 3 วัน   มีประชาชนตั้งแต่ปัตตานี  ยะลา  กลันตัน   พากันไปดูหน้าจอมโจรเจ้าพ่อเทือกเขาบูโดแน่นโรงพัก

ในตอนนี้เองที่ ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้พูดคุยกับมัน แล้วจึงทราบว่า เป็นชาวไทยพุทธ แต่รับจ้าง ผู้มีอิทธิพล ใช้ศาสนาอิสลามในทางที่ผิด ปล้นฆ่า เพื่อหวังแบ่งแยกดินแดนหลังจากที่อะแวสะดอ  ถูกย้ายที่ขุมขังไปอยู่ในเรือนจำได้ไม่เกิน 10 วัน มันก็รู้ว่าชะตากรรมของตนเอง    มันตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพิษ  มันดับชีวิตของมันด้วยมือมันเอง ก่อนที่จะถูกประหารชีวิต หรือถูกขังตายในคุก

การที่ผู้ร้ายการเมือง และอาชญากรรมหมายเลขหนึ่งแห่งบูโด อย่างอะแวสะดอจบชีวิตลงทำให้ความสงบสุขกลับคืนมาสู่แผ่นดินเมืองใต้ส่วนนั้น

 ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้รับการยกย่องสรรเสริญอย่างสูงจากพวกคนไทยมุสลิม   หรือแม้แต่พวกชาวไทยพุทธชายแดนไทยมลายู  และชาวไทยอิสลามตั้งฉายาให้ขุนพันธ์ฯ  ว่า  “รายอกะจิ” หรืออัศวินเล็กพริกขี้หนู

ส่วนกริชประจำตัวของมัน ที่เหลือแต่ด้ามกับใบกริช เนื่องจาก ฝักถูกลูกกระสุนแตก ขุนพันธรักษ์ราชเดชได้ขอเก็บไว้โดยให้เหตุผลว่าเป็นของอาธรรพ์ที่ฆ่าคนมามาก คนที่เก็บไว้จำเป็นต้องมีวิชาทางไสยเวทในการรักษาไม่ให้กริชเล่มนี้ไปดื่มเลือดใครอีก จึงขอเก็บไว้เอง

(กริชประจำตัวของอะแวสะดอ ตาและ)

            และขุนพันธรักษ์ราชเดชถือเป็นเครื่องรางของตนอีกด้วย เพราะเชื่อว่าเป็นกริชของเจ้าเมืองปัตตานี สามารถใช้ในการข่มขวัญ ผู้กระทำผิดกฎหมายชายไทยอิสลามได้ โดยทำพิธีเกิดใหม่ โดยการเปลี่ยนด้ามที่จับทั้งนี้ในความเชื่อของชาวปักษ์ใต้ตอนล่าง เชื่อว่า กริชเล่มนี้ได้ฆ่าคนมามาก และวิธีการฆ่าก็โหดร้าย รุนแรง วิญญาณผู้ถูกกริชเล่มนี้สังหารก็จะพยาบาท และจะมาสถิตที่ด้ามจับ

 

ขุนพันธรักษ์ราชเดชจึงถอดด้ามกริชนี้ออก ตัวด้ามเดิมของกริชเล่มนี้จะเป็นรูปพังกะหรือรูปนกกระเต็น และได้นำมาห่อด้วยกาบหมาก ต่อมาจึงทำด้าม กับกระบังขึ้นมาใหม่อย่างที่เห็นในรูปภาพ

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ “ขุนพันธฯไม่มีวันตาย” โดย วาทิต ชาติกุล (สำนักพิมพ์กรีนปัญญาญาณ)

ขอขอบคุณภาพจาก : สหมงคลฟิล์ม

เรื่อง : partiharn

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *